ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

รู้ทัน

๔ มี.ค. ๒๕๖๖

รู้ทัน

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๖๖

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ถาม : ข้อ ๒๘๘๒. เรื่อง “จะพิจารณาละความยึดมั่นในกระแสที่รู้ได้อย่างไรครับ”

ขอโอกาสหลวงพ่อกราบขอเรียนถามอุบายการพิจารณาครับ เราจะเห็นและละอุปาทานในความรู้ของจิตได้อย่างไร

ตอนนี้คือกระแสที่รู้กับเวทนาที่ถูกรู้ดับ ก็จะมีกระแสที่รู้ที่ไปสิ่งที่เกิดมาแล้วก็ดับไปเรื่อยๆ ครับ บางทีก็ค้างอยู่ ไม่เกิด ไม่ดับ นานบ้าง เร็วบ้าง ต่างกันไป แต่ก็ยังรู้สึกว่า ที่รู้ ถูกรู้ กับกระแสที่ไปรู้อยู่ เป็นเราอยู่ครับ แต่ไม่รู้จะแกะหรือแยกออกจากกันอย่างไรครับ

ตอบ : คำถาม มันถามยาวเหยียดเลย แต่ความหมายมันคือ เวลาภาวนาไปแล้วมันติด

เวลาภาวนาไง เริ่มต้นจากการภาวนานะ คนที่ไม่เชื่อการภาวนา มันก็ภาวนาแสนทุกข์แสนยาก แต่เวลาคนเชื่อ เวลาคนเชื่อเวลาภาวนาไปมันก็อยู่ที่วาสนา วาสนาของคน ถ้าไม่มีอำนาจวาสนาหรือวาสนาน้อยนะ ภาวนาไปนี่มืดตึ๊ดตื๋อเลย คนภาวนาไปแล้วนะ จับต้นชนปลายไม่ถูก จับสิ่งใดก็ไม่ได้ มันเป็นความทุกข์ความร้อน จะว่าเกือบร้อยทั้งร้อยเลยล่ะ

ฉะนั้น เวลาภาวนาไปแล้ว ใช่ เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เรามีครูบาอาจารย์ไง หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น เวลาครูบาอาจารย์เราเทศนาว่าการทำให้เราฮึกเหิม ทำให้เราเชื่อมั่น ทำให้เราอยากจะประพฤติปฏิบัติ นั้นก็เป็นอำนาจวาสนาของท่าน

ถ้าไม่มีอำนาจวาสนา มันล้มลุกคลุกคลานไปหมดน่ะ แล้วถ้าไม่มีอำนาจวาสนา มันหลง มันติดในความรู้ความเห็นของมัน พอมันติดในความรู้ความเห็นของมัน เพราะมันติดในความรู้ความเห็นของมัน แล้วมันก็อยู่ที่วาสนา คือจิตใจของคนที่มันสูงต่ำ

ถ้าจิตใจคนที่มันสูง มันก็จะเอะใจ มันเทียบมันเคียงแล้วมันพยายามทำความเข้าใจมันน่ะ มันมีความสงสัยว่าจริงหรือไม่จริง

แต่คนที่จิตใจเวลาที่มันต่ำ “มันเหมือนกันน่ะ มันเหมือนกัน มันเหมือนกัน” แต่เหมือนกันในความรู้ความเห็นผู้ที่รู้ที่เห็นนั้น แล้วถ้าความรู้ความเห็นที่รู้ที่เห็นนั้นมันไม่มีอำนาจวาสนา มันก็คิดว่าสิ่งนั้นน่ะจะเป็นธรรมๆ แล้วมันก็คาดหมาย คาดหมายไปที่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบอาจารย์เราเทศนาว่าการ

ฉะนั้น เวลาฟังธรรมๆ ของหลวงตาพระมหาบัวไง ท่านบอกว่า เวลาอยู่กับหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นท่านเทศน์เรื่องเหตุร้อยแปดพันเก้าเลย แต่พอมันจะเป็นไคลแม็กซ์ คือที่มันจะรู้มันจะเห็น มันจะเป็นจังหวะที่สำคัญ ท่านข้ามไปเลย

ท่านบอก ให้มันรู้ไม่ได้ มันรู้แล้วมันจะจำไป กิเลสมันจะไปขายกิน แล้วถ้ากิเลสของคนคนนั้นมันร้ายกาจนัก มันสร้างภาพได้หมดน่ะ ฉะนั้น ครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นจริงๆ ตรงนี้ท่านจะข้ามไปๆ

มันจะย้อนกลับไปที่พระไตรปิฎก เวลาพระไตรปิฎก ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงตาพระมหาบัวท่านเป็นพระอรหันต์ ท่านภาวนาเป็น ท่านศึกษาค้นคว้าในพระไตรปิฎก ในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านบอกว่ามันมีแต่เหตุไง

คำว่า มีแต่เหตุ” คือว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนถึงวิธีการ วิธีการ วิธีการ คือมันเป็นเหตุในการกระทำทั้งสิ้น แต่เวลาเป็นโสดาบัน เป็นสกิทาคามี เป็นพระอรหันต์ ท่านไม่พูดถึงเลยนะ ท่านไม่พูดถึงหรอก ถ้าพูดถึงนะ มันยิ่งทำให้คนที่ปฏิบัติรู้ยากขึ้นไปอีก

มันก็เหมือนกับที่ว่าหลวงตาพระมหาบัวท่านไปหาหลวงปู่มั่นนี่ไง หลวงปู่มั่นถามหลวงตาพระมหาบัว

มหา มหามาหาอะไร มาหามรรคผลนิพพานใช่ไหม มรรคผลนิพพานมันไม่ใช่อยู่ในตำรับตำรา ไม่อยู่ในที่ใดๆ ทั้งสิ้น มันอยู่ในใจของสัตว์โลก ฉะนั้น เวลามหาเรียนจบถึงมหามานะ มหา สิ่งที่เรียนมานี่เป็นธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันมีคุณค่ามาก ให้เทิดใส่ศีรษะไว้ในลิ้นชักสมอง ลั่นกุญแจไว้ อย่าให้มันออกมา แล้วฝึกหัดภาวนาไปโดยที่ไม่เอามาเป็นโจทย์ ไม่เอามันมาเป็นเครื่องล่อ ถ้าเอามาประพฤติปฏิบัติพร้อมกับการศึกษาค้นคว้านั้น มันจะเตะมันจะถีบ มันจะหลอกมันจะลวง มันจะพลิกมันจะแพลง มันจะรู้ไปก่อนทั้งสิ้น แล้วปฏิบัติไปเถอะ ล้มลุกคลุกคลานน่ะ

นี่เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านเล่าเอง เวลาว่าไปหาหลวงปู่มั่นไง

ฉะนั้น หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงตาพระมหาบัว เวลาท่านพูดถึงในพระไตรปิฎกๆ ไง มันจะบอกถึงวิธีการ วิธีการ วิธีการไง วิธีการประพฤติปฏิบัติ แล้วเวลามันจะเป็นจริง ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก มันรู้ขึ้นมา แล้วมันรู้ขึ้นมา มันก็ยังมีอำนาจวาสนา วุฒิภาวะแตกต่างกัน

แตกต่างกันคือคนที่อำนาจวาสนามันมากไง เช่น ขณะจิตของหลวงตาพระมหาบัว โอ้โฮ! ตอนท่านสำเร็จเป็นพระอรหันต์ โลกธาตุนี่ไหวหมด สะเทือนเลื่อนลั่น เวลาครูบาอาจารย์บางองค์ปานกลาง หรือพอเข้าใจได้ พอรู้ได้ นั่นวาสนามันไม่ยิ่งใหญ่อย่างนั้นไง ถ้ามันยิ่งใหญ่นะ โอ้โฮ! นี่เวลามันแตกต่าง มันแตกต่างกันตรงนั้น

มันแตกต่างกันโดยบุญบารมี แต่อริยสัจมีหนึ่งเดียว พระอรหันต์ทุกองค์ต้องรู้เหมือนกันหมด ถ้าไม่รู้โดยอริยสัจนะ อรหัตตมรรค อรหัตตผล เป็นพระอรหันต์ไม่ได้ การจะเป็นพระอรหันต์ จะเป็นได้ อรหัตตมรรค อรหัตตผล ระหว่างมรรคกับผลที่มันกำลังแสดง

อย่างเช่นทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ฝ่ายโลก ฝ่ายกิเลส ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์

นิโรธ ดับทุกข์ นี่ฝ่ายธรรม

ถ้ามันไม่มีฝ่ายกิเลส ไม่มีฝ่ายโลก มันก็ไม่เกี่ยวกับเราน่ะสิ เพราะจิตใจเรามีอวิชชา มีกิเลส มันถึงได้มาเกิดเป็นมนุษย์ไง พอเกิดเป็นมนุษย์ก็เกิดกับโลกไง

ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์สมบูรณ์แบบไง นิโรธ ดับทุกข์ อริยสัจ มรรค เฉพาะหัวใจดวงนั้นไง

จิตนี้มันกลั่นออกมาจากอริยสัจ มันลากจิตออกมา ลากจิตของเรา ลากกิเลสของเราเข้าไปสู่อริยสัจ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ โดยนิโรธ โดยดับทุกข์ โดยมรรค โดยสัจจะโดยความจริงขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วทำขึ้นมาได้จริงในใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จิตนี้มันถึงกลั่นออกมาจากอริยสัจ พระอรหันต์ถึงเหมือนกันโดยอรหัตตมรรค อรหัตตผล มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ จบ

นี่พูดถึงว่าเวลาข้อเท็จจริงมันเป็นแบบนั้น แต่เวลาคนที่วุฒิภาวะไม่ถึง ฟังตามๆ กันมา แล้วเวลาประพฤติปฏิบัติไปมันก็ล้มลุกคลุกคลานแบบคำถามนี้

“จะพิจารณาละความยึดมั่นอย่างใด”

เราชมนะ เราชม เราชมว่าผู้ถามยังมีสติสัมปชัญญะ ยังมีสติปัญญาอยู่ ยังคิดได้อยู่ว่า “จะพิจารณาละความยึดมั่น ยึดในกระแสที่รู้อย่างใด”

แต่ถ้าไม่มีอำนาจวาสนานะ เพราะสิ่งที่รู้นั่นคือการปฏิบัติได้ผล

“อ้าว! ก็รู้แล้ว รู้จากการนั่งสมาธิ รู้จากการเดินจงกรม รู้น่ะ รู้”

รู้ก็รู้แค่นั้นไง อันนี้รู้แค่นี้นะ แล้วเราก็มาดูไง ดูคนที่มีวาสนาไม่มีวาสนา เห็นไหม วัดสำเภาทอง อาจารย์อะไร เวลาเข้าไปเจอหลวงปู่มั่นในป่าไง หลวงพ่อเภา ในประวัติหลวงพ่อเภาเขียนไว้ ท่านจบนักธรรมเอก แล้วท่านธุดงค์ไป ไปเจอหลวงปู่มั่นอยู่ในป่า แล้วคุยธรรมะกัน ชอบใจ จะขอตามหลวงปู่มั่นไปด้วย หลวงปู่มั่นก็สอบถามกัน สุดท้ายแล้วไม่ให้ไป ไม่ให้ไปด้วย หลวงปู่มั่นก็แยกกันไป ไม่ให้ไปด้วยเพราะอะไร เพราะไม่มีธมกรก

ตอนบวชพระ ไอ้ธมกรกที่กรองน้ำ เวลาพระธุดงค์ๆ ถ้าไม่ละเอียดรอบคอบ ว่าสิ่งนั้นไม่ต้องใช้ก็ได้ เพราะเดี๋ยวนี้มีน้ำขวด มีทุกอย่างพร้อมเลย แต่เดิมมันไม่มี แล้วถ้าไม่มี เข้าป่าไป ถ้าไม่มีธมกรก ไม่มีที่กรองน้ำ น้ำมีตัวสัตว์ พระฉันเป็นอาบัติปาจิตตีย์ มันต้องมีธมกรกกรองน้ำ

หลวงพ่อเภาท่านไม่มี พอท่านไม่มี ท่านอยากไปด้วย เพราะคุยธรรมะแล้วรู้ได้เลยว่าหลวงปู่มั่นชักนำได้ จะอ้อนวอนขอไปอย่างไรก็ไม่ให้ไป นี่หลวงพ่อเภาท่านเขียนไว้ในประวัติของท่าน

เพราะเราฟังเรื่องนี้มาจากหลวงปู่เจี๊ยะ เราถึงสนใจ แล้วไปเจอประวัติหลวงพ่อเภาที่ท่านเขียนของท่านเอง ไปอ่านเข้า หลวงพ่อเภาท่านเป็นสุภาพบุรุษ คนที่เป็นนักปฏิบัติเป็นสุภาพบุรุษท่านจะพูดความจริง เอาความจริงในใจของตนเขียนโดยข้อเท็จจริง

เราได้รับฟังมาจากหลวงปู่เจี๊ยะ เพราะหลวงปู่มั่นท่านเคยเล่าให้หลวงปู่เจี๊ยะฟัง แล้วเราก็เก็บไว้ในใจ ไปเจอหนังสือประวัติหลวงพ่อเภาท่านเขียนเอง ไปอ่านเข้า ตรงกันเลย

สุภาพบุรุษ คนมีศีล เขาพูดไม่กะล่อน ไม่ปลิ้นไม่ปล้อน พูดโดยข้อเท็จจริง แต่ท่านเปิดออกมาต่อไปว่า ท่านก็แก้กับหลวงปู่มั่นว่า ท่านใช้ผ้าชายจีวรกดลงไปในน้ำ แล้วก็ดื่มน้ำจากผ้าที่กดไว้ คือจะแก้ตัว คือพยายามจะหาเหตุหาผลว่าก็ทำให้ถูกต้องได้

แต่หลวงปู่มั่นท่านก็รับฟัง แต่ท่านบอกว่าท่านไม่ให้ไป เพราะมันเป็นอาบัติตอนขาดจากธมกรกนั่นแหละ สิ่งอื่นเอามาแทนนะ เราคิดทดแทนได้ แต่ธมกรกมันไม่มี

นี่หลวงพ่อเภาเวลาท่านปฏิบัติ

เราจะบอกว่า พระภาคกลาง พวกเกจิอาจารย์ส่วนใหญ่เขาก็ทำฌานสมาบัติเท่านั้น ถ้าฌานสมาบัติก็เพ่งไง

หลวงพ่อยุทธ หลวงพ่อยุทธที่เมืองกาญจน์ เราเคยเจอท่าน เวลาท่านพิจารณาของท่านนะ ท่านเพ่ง เพ่งตะกรุด ท่านเอาไว้ในบาตร ตะกรุดต้องหมุนในบาตร ถ้าหมุนในบาตรเสร็จ

เพราะหลวงพ่อยุทธท่านเป็นลูกศิษย์หลวงปู่ตื้อ ท่านก็มีคุณธรรมในหัวใจของท่าน เพียงแต่ท่านเป็นนักเลง ท่านทำเพื่อประสบการณ์ของท่าน ท่านเพ่งตะกรุดนี่หมุนหมดเลย วนอยู่ในบาตรเลย แล้วท่านไม่ให้ใคร ท่านเอาไปผูกคอหมา หมาในวัดท่านมีตะกรุดผูกคอ ใครอยากได้ต้องไปจับหมา ไปแย่งเอาจากคอหมา

ท่านไม่เอามาหาชื่อเสียง เห็นไหม ท่านไม่ต้องการอะไรเลย แต่ท่านต้องการพิสูจน์ว่าไสยศาสตร์ เรื่องอภิญญาจริงหรือไม่จริง ท่านทำได้หมดน่ะ แต่ท่านทำแล้ว เสร็จแล้วท่านเอาไปผูกคอหมา

เราไปเห็นเอง เมืองกาญจน์เราก็ไป ท่านนี่แบบว่าคงกระพันร้อยแปด ทำได้หมดน่ะ แต่ท่านไม่ทำเพื่อหาชื่อหาเสียง ท่านทำเพื่อพิสูจน์

ฉะนั้น สิ่งที่ภาคกลางเรา เกจิอาจารย์ มันก็ใช้สมาธิ ใช้อภิญญาเพ่ง พุทธคุณๆ ที่คุยๆ กันอยู่นี่ มันเป็นเรื่องไสยศาสตร์ทั้งนั้นน่ะ อำนาจวาสนามีแค่นี้ไง มันไม่เข้าสู่มรรคไง แล้วเวลาคนที่ประพฤติปฏิบัติไง ก็นี่ไง เกจิอาจารย์ไง เกจิอาจารย์อยู่ยงคงกระพันไง ฟันแทงไม่เข้าไง ตายหมดน่ะ ไม่เหลือหรอก

แต่ถ้าเป็นธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในวงกรรมฐานเขาไม่ทำอย่างนั้น เวลาเขาทำของเขานะ เขาทำสัมมาสมาธิ ทำความสงบของใจเข้ามา ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ จะยกใจนี้เข้าสู่มรรคสู่ผล

ทีนี้ครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เวลาทำความสงบก็ทำความสงบไง ทำความสงบมันจะเจออย่างนี้ อย่างที่เขาบอกว่า คำถามนะ

“กระแสที่รู้กับเวทนา รู้ดับ รู้เวทนาดับ กระแสที่รู้เกิดดับจากเวทนา”

ถ้าเวทนาๆ ไง เวทนาก็สติปัฏฐาน ๔ ไง กาย เวทนา จิต ธรรมไง ถ้าพิจารณาเวทนาๆ แต่พิจารณาเวทนาแล้วมีอำนาจวาสนามากน้อยแค่ไหน

หลวงตาพระมหาบัวท่านผ่านบุคคลคู่ที่ ๑ ด้วยการพิจารณาเวทนา ผ่านบุคคลคู่ที่ ๒ ด้วยการพิจารณาธาตุขันธ์ กายนี้กลับเป็นธาตุเป็นขันธ์ ผ่านบุคคลคู่ที่ ๓ ด้วยการพิจารณาอสุภะ ผ่านบุคคลคู่ที่ ๔ ด้วยพิจารณาจุดและต่อม นี่วิทยานิพนธ์ของหลวงตาพระมหาบัว

หลวงปู่เจี๊ยะขั้นที่ ๑ พิจารณากาย ขั้นที่ ๒ พิจารณากาย ขั้นที่ ๓ พิจารณากาย ขั้นที่ ๔ พิจารณากาย พิจารณากายหมดเลย หลวงปู่ชอบพิจารณากายหมดเลย หลวงปู่ดูลย์พิจารณาจิตหมดเลย

วิทยานิพนธ์ของใคร ปฏิบัติอย่างไร ในสติปัฏฐาน ๔ ในอริยสัจ ในสัจจะในความจริง นี้ในวงกรรมฐาน ไม่ใช่เกจิอาจารย์ เพ่ง เพ่งเอากำลังจิต เพ่งเป็นไสยศาสตร์

ฉะนั้น เวลาเพ่งนี้เป็นเรื่องหนึ่งนะ

ทีนี้เวลาจะปฏิบัติ เวลาที่ว่าเราจะละอย่างไร

ถ้าเราจะละอย่างไร ถ้าละ มันก็ต้องกลับมาที่พุทโธ กลับมาที่อานาปานสติ กลับมาที่ทำความสงบของใจให้มันมีกำลังมากขึ้น

ถ้ามีกำลังมากขึ้น ไปพิจารณาเวทนา ถ้ากำลังมันดี เวทนาจะหลุดหมด หลุดนะ ปล่อยหมด ปล่อยหมด ปล่อยเพราะอะไร ปล่อยเพราะมันตทังคปหานไง

แล้วตทังคปหาน พิจารณาเวทนา หาเหตุหาผลด้วยปัญญา ด้วยมรรค เวทนาเกิดจากอะไร เวทนาตั้งอยู่บนอะไร เวทนาดับไปแล้ว เวทนาไปไหน ก่อนเกิดเวทนาเป็นอย่างไร เวทนาดับไปแล้วเป็นอย่างไร

ถ้ามันพิจารณาด้วยปัญญา มันหาเหตุหาผล มันแยกมันแยะเข้าไป นี่ปัญญา ถ้าพิจารณาโดยปัญญาไง

ฉะนั้นบอกว่า แล้วมันไหลไปเรื่อยๆ

ไหล ไหลเพราะอะไร ไหลเพราะสมาธิไม่พอ

คนเราฝึกหัดภาวนานะ คนที่ทำความสงบของใจเข้ามานะ แล้วเห็นกาย กายนี้เห็นแล้ว วับ! หายเลย

เห็นกาย เห็นกายแล้วภาพมันไหลเลย ไหลเลย นี่สมาธิไม่พอ ถ้าภาพมันไหลเลย มันเหมือนเปิดทีวี เปิดทีวี ภาพมันเคลื่อน มันไหล ทำไมภาพมันไม่คงที่ แล้วถ้าภาพมันคงที่ คงที่ไว้ทำไม

ภาพที่มันไหลนี่เรื่องหนึ่งนะ

เวลาคงที่ สมาธิแก่เกินไป

เราเคยอยู่กับหลวงปู่เจี๊ยะไง “ไอ้หงบ สมาธิมึงเข้มไป ถ้าเข้มไปแล้วมันไม่เป็นไตรลักษณ์ มันเป็นไปไม่ได้”

เพราะว่ามัชฌิมาปฏิปทา ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา ความพอดีของสติ ความพอดีของสมาธิ ความพอดีของปัญญา ความพอดีของงาน ความพอดี มันต้องพอดีหมด แล้วพอดีหมด พอดี ๘ อย่าง ๘ ทิศทาง แล้วพิจารณาซ้ำให้มันสมดุลอย่างไร

ถ้ามันพิจารณา กายมันตั้งมั่นๆ ตั้งมั่นถ้ามันเป็นข้อเท็จจริง นี่สมาธิสมดุล ไม่สมดุล

ถ้าสมาธิสมดุลนะ เวลาฝึกหัดพิจารณา นี่พิจารณากายนะ เวลาวิภาคะมันไม่ใช่ไหล

เวลาไหลไป มันไหลไปเหมือนน้ำ กระแสน้ำ เชื้อโรค พลังงาน มันไม่มีใครพิจารณามัน เป็นไปไม่ได้

แต่ถ้ามันตั้งอยู่ ถ้าสมาธิมันเข้มข้นเกินไป มันก็ไปไม่ได้

ถ้ามันสมดุลพอดีมานะ มันไม่ใช่ภาพไหล มันแยกส่วน ไตรลักษณ์ พิจารณาไป

เวทนาก็เหมือนกัน พิจารณากาย พิจารณาเวทนา พิจารณาจิต พิจารณาธรรม เหมือนกันหมด ในอริยสัจสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

แต่ถ้ามันไหลหรือว่ามันดับ มันเกิดดับไปเรื่อยๆ ไปเรื่อยๆ มันเกิดมันดับ แล้วมันก็ค้างอยู่อย่างนั้นน่ะ

กลับมาที่สัมมาสมาธิ เพราะนั้นมันเหมือนทีวี เวลาเครื่องใช้ไฟฟ้าไฟมันตก ถ้าไฟตก ไฟไม่มีกำลัง ไม่เสถียร แล้วใช้งานไม่ได้ เครื่องใช้ไฟฟ้าพังหมดน่ะ

การพิจารณาๆ พิจารณาไป ทำไมมันเป็นอย่างนั้น ทำไมมันเป็นอย่างนี้ โครงสร้างการภาวนาจบ เละหมดเลย

เวลาคนที่ดำเนินการมาๆ ดำเนินการมาได้มากน้อยขนาดไหน ถ้าทำไม่ถูกต้อง พังหมดเลย แล้วพังไปแล้วนะ ไม่มีครูไม่มีอาจารย์นะ ล้มลุกคลุกคลาน จะไปอย่างไร จะทำอย่างไร โอ้โฮ! ความรู้สึกของคน ทำความรู้สึกของคนให้คงที่ สัมมาสมาธิทำได้อย่างไร แล้วทำแล้ว เวลาใช้วิปัสสนา มันไปอีกระดับหนึ่งเลย ขั้นของปัญญา

นี้พูดถึงว่า สิ่งที่บอกว่า จะละการยึดมั่นในกระแสที่รู้ คือที่มันไหล มันไหล มันไหล

มันไหลเหมือนภาพมันเคลื่อนไหว แล้วภาพเคลื่อนไหวแล้วจับอย่างไรล่ะ แล้วเราจะไปตามภาพเคลื่อนไหว เห็นไหม ส่งออก

ย้อนกลับมาพุทโธ ถ้าอานาปานสติก็ย้อนกลับมาที่ภาวนา ย้อนกลับมาอานาปานสติ ย้อนกลับมาที่กำหนดลม กำหนดลมมันไม่ไหลไปไง

ไอ้ที่ไหล พอจิตมันรับรู้แล้วส่งออกไง มันก็ไหลไปไง กลับมาที่พุทโธไง กลับมาที่พุทโธ คำบริกรรมไง ไม่ให้มันไหลไปไง

การไหลไป นี่ยังดีนะ จิตมันยังเห็นยังรู้ ถ้าธรรมดานะ มันคิดว่ามันได้คุณธรรม ได้อะไรไปมากมาย หรือถ้าไม่อย่างนั้นนะ มันก็ทุกข์มาก แล้วไม่มีอาจารย์องค์ไหนแก้ได้หรอก เพราะอะไร เพราะมันภาวนาไม่เป็น คนภาวนาไม่เป็นมันไม่รู้หรอก

เราลวกก๋วยเตี๋ยวขาย ก๋วยเตี๋ยวมันต้องลวกน้ำร้อน ลวกเสร็จแล้วจะเติมน้ำส้ม น้ำปลา มีหมดน่ะ จะเติมอะไร เอ็งอยากจะกินก๋วยเตี๋ยวเนื้อหรือก๋วยเตี๋ยวหมู หรือจะกินก๋วยเตี๋ยวทะเล เอ็งอยากได้ก๋วยเตี๋ยวอะไรบอกกูมาสิ กูมีเครื่องให้หมดน่ะ

เครื่องที่เขาใส่ไง ก๋วยเตี๋ยวก็คือก๋วยเตี๋ยวไง ก๋วยเตี๋ยวทะเลก็พวกซีฟูดไง ก๋วยเตี๋ยวเป็ด ก๋วยเตี๋ยวไก่ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ ก๋วยเตี๋ยวอะไรล่ะ ก็อยู่ที่เครื่องปรุงไง อยู่ที่เราทำไง

นี่ก็เหมือนกัน ถ้ามันยกขึ้นสู่วิปัสสนา นั่นไปอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้ามันยังไม่ได้ มันจะไหลไปไม่ได้ แล้วคนไม่เป็น ถ้าไปร้านก็ไปกินก๋วยเตี๋ยว มันก็ใส่ชามมาให้ตั้งไว้ไง เอ็งจะกินก๋วยเตี๋ยวอะไรก็แล้วแต่ เขาก็ใส่ภาชนะมาให้ทั้งนั้นน่ะ สำเร็จรูปมาให้ ปฏิบัติอย่างนู้นๆ อย่างนี้

ทำไม่เป็นหรอก มันไม่รู้จักว่าก๋วยเตี๋ยวอะไรด้วย

แล้วก๋วยเตี๋ยวนั้นก๋วยเตี๋ยวชนิดใด เขาก็ต้องใช้เครื่องปรุงชนิดนั้น

จิต กาย เวทนา จิต ธรรม สติ สมาธิ มันปรุงอย่างไรล่ะ มันทำอย่างไรล่ะ มันมีวัตถุดิบหรือไม่

ศีล สมาธิ ปัญญา กาย เวทนา จิต ธรรม สติ สมาธิ ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ มันก็เป็นวัสดุ เป็นเครื่องที่เราจะมาปรุงให้มาเป็นก๋วยเตี๋ยวชนิดอะไร

แล้ววันนี้มันไหลไปหมดเลย มันมากอง มันไม่อยู่ในภาชนะแล้ว มันกองเป็นกองไปหมดเลย แล้วมันคืออะไรล่ะ ก็มันไหลไปหมดเลยไง

กลับมาที่สติ กลับมาที่พุทโธ

ถ้าสมาธิสมดุล สมาธิพอเพียง แล้วคนที่สติสัมปชัญญะมันสมบูรณ์แบบ มันจะแก้ไขของมัน นี่ไง ถ้าแก้ไขของมัน ต้องกลับมา

ฉะนั้น เวลาครูบาอาจารย์ของเรา หลวงตาพระมหาบัวท่านคุยกับหลวงปู่เจี๊ยะ เรานั่งฟังอยู่ตลอด

“สมาธิมันยังทำกันไม่เป็น แล้วมันจะภาวนาอะไรกัน สมาธิมันยังทำกันไม่เป็น แล้วมันจะภาวนาอะไรกัน”

นี่พระอรหันต์กับพระอรหันต์คุยกันนะ หลวงปู่เจี๊ยะพระอรหันต์ แล้วพระอรหันต์มันต้องมีศีล สมาธิ ปัญญาสมบูรณ์แบบ

แล้วสมาธิมันทำไม่เป็น พื้นฐานมันไม่เป็น เหมือนเราถ้ามีการศึกษาไง เด็กมันเขียนหนังสือไม่ได้ มันอ่านไม่ออก จะเรียนอะไร เด็กมันอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ เอ็งจะให้มันจบดอกเตอร์หรือ มันเป็นไปได้อย่างไร มันเป็นไปไม่ได้

นี่ก็เหมือนกัน สมาธิทำไม่เป็น สมาธิทำไม่เป็น สมถกรรมฐานไง

เราถึงเศร้าใจ เวลาวงการปฏิบัติที่เขาดูถูกดูแคลนไง “สมาธิเป็นสมถะนะ เป็นหินทับหญ้านะ”

ขอให้มึงมีเถอะ มึงมีมึงก็ติด มึงไม่รู้ด้วย ถ้ามึงมีแล้วมึงทำเป็น มันถึงจะเป็น มันต้องมีก่อน มีแล้วถึงมาปรุงมาแต่งได้ มันถึงจะเป็นอาหารชนิดใดๆ ขึ้นมา

เอ็งไม่มีอะไรเลย แล้วก็บอกเป็นอย่างนู้น เป็นอย่างนี้ ทำอย่างนั้น ไร้สาระ

ฉะนั้น สมาธิยังทำไม่เป็นเลย ทีนี้ฝ่ายที่ภาวนาไม่เป็นก็บอกว่า “สมาธิเป็นสมถะ สมาธิมันควรทำ สมาธิไม่ต้องทำ เพราะมันไม่ใช่มรรค มันไม่ใช่ปัญญา”

โฮ้! เริ่มต้นมีทัศนคติแบบนี้ แล้วเริ่มต้นโดยการภาวนาแบบนี้ มันตกทะเลตั้งแต่มันยังไม่ภาวนาเลย ตกทะเลโดยความเข้าใจผิดไง โดยข้อมูลเท็จไง โดยความเห็นผิดตั้งแต่ต้นไง แต่ต้นก็เห็นผิดแล้วว่า ต้องใช้ปัญญา ต้องใช้วิปัสสนา ต้องปัญญาญาณ

ไปเลย ไอ้นี่มันเป็นจินตนาการทั้งสิ้น มันเป็นสมบัติของคนอื่นทั้งนั้น ของตัวเองไม่มีสักชิ้น

แต่เวลาหลวงปู่เจี๊ยะท่านถาม ตอนที่ท่านคุยกัน เราอยู่ด้วยไง

ทำไมพระมันเป็นแบบนี้ ทำไมองค์นั้นเป็นอย่างนั้น ทำไมองค์นี้เป็นอย่างนี้

หลวงตาท่านพูดไง “สมาธิมันยังทำไม่เป็นเลย มันจะภาวนาอะไรกัน”

แล้วท่านจะเน้นตรงนี้ พอถ้าสมาธิยังทำไม่เป็น ไม่ต้องไปสอนมันหรอก มันเหมือนลูกหลานเราใช้เงินไม่เป็น เราให้เงินเท่าไร จบทั้งนั้นน่ะ ไม่ต้องไปยุ่งกับมัน แล้วไม่ต้องหวังด้วยว่ามันจะรักษามรดกของเราได้

ถ้ามันใช้เงินไม่เป็น มันไม่รู้จักเงินจักทอง มรดกที่เราหาไว้ ทรัพย์สมบัติที่เราหาไว้ ไอ้พวกนี้มันผลาญหมดน่ะ ไม่เหลือ

ฉะนั้น ถ้าสมาธิมันทำเป็น มันรู้จักหาเงินหาทอง รู้จักใช้เงินใช้ทอง รู้จักประหยัด รู้จักมัธยัสถ์ มอบมรดกไว้กับมัน มันยังดูแลไว้ได้บ้าง แล้วถ้ามันภาวนาเป็นนะ มันหาได้เองเลย

นี่ไง สมาธิมันยังทำไม่เป็นเลย

แต่คนอื่นฟังก็เท่านั้นน่ะ ฟังแล้วก็บอกว่า เออ! ไอ้พวกกรรมฐานมันก็พูดอย่างนี้แหละ

แต่ความจริงไม่ใช่ ไอ้ที่ความจริง หลวงปู่เจี๊ยะท่านถาม หลวงตาเวลาท่านจะตอบไปเรื่องอื่นมันก็ยืดยาวไง ท่านสรุปลงเลยว่า “สมาธิมันยังทำกันไม่เป็น ไม่ต้องไปพูดเรื่องภาวนากับมันหรอก”

ถ้าสมาธิมันทำไม่เป็น มันไม่รู้จัก มันคุยคนละภาษา เราไปบอกมันเรื่องอย่างนี้ มันบอกเอาตังค์มา ถ้ารักต้องให้ตังค์เยอะๆ ถ้ารักต้องให้มรดก

หา?

มันไม่ได้บอกว่ามันจะขยันหมั่นเพียรอย่างไร มันจะรู้จักประหยัดมัธยัสถ์ รู้จักแสวงหา รู้จักเก็บหอมรอมริบอย่างไร มันไม่พูดน่ะ

เอาตังค์มา โอนให้สักที ที่ดินไม่เห็นโอนสักที

มันคิดไปอย่างนั้นไง

แต่พ่อแม่ไม่คิดอย่างนั้น พ่อแม่อยากให้ลูกหลานเราหาเงินหาทองเป็น ลูกหลานเรารู้จักมีทรัพย์มีสินขึ้นมา ไอ้ของเรา เราให้มันอยู่แล้ว แล้วให้มันด้วย โอ้โฮ! สบายใจ มันรักษาทรัพย์สินได้

ไม่ใช่ให้มันแล้วนะ นอนก็สะดุ้ง เมื่อไหร่เขาจะเอาหมายศาลมาแปะหน้าบ้าน เมื่อไหร่เขาจะมาไล่ที่ ให้ไปแล้วนะ นอนสะดุ้ง ไม่รู้ว่าหมายศาลมันจะมาแปะเมื่อไหร่

นี่เวลาครูบาอาจารย์เราคุยกันนะ

นี่เรื่องของเขา กลับมาคำถาม คำถามนี้ เวลาคำถามนี้แสดงว่า เพราะเขาใช้ชื่อว่าผู้แอบปฏิบัติธรรม แล้วพอปฏิบัติไปแล้ว ผู้แอบปฏิบัติธรรมมันก็ทำโดยสามัญสำนึก โดยปุถุชน โดยความรู้ความเห็นแบบโลกๆ แต่พอมันไปเจอสติปัฏฐาน ๔ ไปเจอจิตที่มันพัฒนาขึ้นไป ไปไม่เป็นหรอก

แต่ถ้าเป็นหลวงปู่มั่น ท่านก็เจอสภาพแบบนี้ แล้วท่านแก้ไขตัวท่านเองได้

อันนี้พูดถึง เราฝึกหัดปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา การฝึกหัดประพฤติปฏิบัติเริ่มต้น หัดทำความสงบของใจ ทำสัมมาสมาธิให้จิตตั้งมั่น ให้จิตใจมันมั่นคง จิตใจแข็งแรง แล้วจะเจอสิ่งใด เห็นไหม เป็นผู้ใหญ่แล้ว เจออุปสรรคสิ่งใด ผู้ใหญ่นั้นจะแก้ไขได้

แต่ถ้าเราเป็นเด็กๆ เรายังอ่อนแออยู่ เราไม่เจริญเติบโตขึ้นมา เราเจออุปสรรคสิ่งใดอย่างนี้ ล้มลุกคลุกคลาน แล้วไม่รู้จักว่ามันคืออะไรนะ เขาให้เงินมาแล้วยังไม่รู้ว่าเงินสกุลอะไร เป็นจัต เป็นบาท เป็นดอลลาร์ มันเป็นอะไร ให้เงินมา เงินสกุลอะไร แล้วจะใช้จ่ายอย่างไร

นี่ก็เหมือนกัน ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ พอเวลามีสมาธิมันก็มีความสุขของมัน อุปจาระก็สมาธิเล็กๆ น้อยๆ ก็ยังเป็นสมาธิอยู่ไง เป็นสมาธิคือจิตมันมีกำลังของมันขึ้นมาบ้างไง มันแยกแยะของมัน สิ่งใดใช้สอยได้ขึ้นมาไง ขณิกสมาธิ

ถ้าอุปจารสมาธิ แสดงว่าสมาธิมันเข้มแข็งขึ้น สมาธิเข้มแข็งขึ้น เงินบาทก็ใช้เงินบาท อยากแลกดอลลาร์ก็ ๓๕ บาท จะเป็นปอนด์ ปอนด์ ๔๐ จะแลกเป็นอะไร ถ้ามันเป็นอุปจาระ

ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ ไม่ต้องแลกเงินอะไรเลย เพราะเงินนี้เป็นกองกลาง เป็นยูโร ยูโรใช้ในยูโรได้หมดเลย

นี่ก็เหมือนกัน ถ้าเป็นอัปปนา สักแต่ว่า เป็นสมบัติของเรา แต่ถ้าจะยกขึ้นวิปัสสนาต้องคลายออกมา ออกมาๆ เงินนี้ใช้เพื่อโลก ใช้เพื่อการใช้จ่ายกับสังคม อุปจาระรู้สิ่งใด นี่ออกมา นี่ขั้นของสมาธินะ แล้วขั้นของปัญญาล่ะ

หลวงตาท่านสอนไง ฝึกหัดใช้ปัญญา วิปัสสนาอ่อนๆ

วิปัสสนาอ่อนๆ คือฝึกหัดให้เกิดปัญญาขึ้น

ไอ้ที่ว่าปัญญาๆ อันนั้นปัญญาโลกๆ ปัญญาโดยบุญและบาปในใจของคน แต่ถ้ามันเป็นภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการภาวนา ปัญญาเกิดจากพระพุทธศาสนา ปัญญาเกิดจากปัจจุบันธรรม เกิดจากสติ เกิดจากสมาธิ ปัญญาเกิดจากจิต

จิตของใครมีอำนาจวาสนาทำความสงบของใจได้เป็นสมถกรรมฐาน ฐานที่เกิดปัญญา เวลาปัญญามันเกิดขึ้นมา เกิดขึ้นมาจากอำนาจวาสนาการยกขึ้นสู่วิปัสสนา ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก เห็นไหม

ปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ สัตว์โลกทั้งหมดมีสิทธิเสรีภาพที่ทำได้จริง ปฏิบัติได้จริง จะได้มรรคได้ผลจริงตามใจนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ก็รื้อหัวใจของสัตว์โลกอย่างนี้ไง

ฉะนั้นบอกว่า ที่มันเป็นกระแสเลย มันติดในกระแส

ติด ติดเพราะมันไม่รู้ไง คนไม่รู้มันติดหมดน่ะ เพราะความรู้นั้นน่ะมันเป็นสมบัติของเรา แล้วไปรู้ไปเห็นเข้า ก็การเห็นก็การรับรู้ การรับรู้คือการติดไง ติดเพราะอะไร ติดเพราะไม่รู้ต้นสายปลายเหตุไง

แต่ถ้ารู้ต้นสายปลายเหตุนะ ก็รู้เหมือนกันน่ะ แต่มันไหลไป ปล่อยมันไง รู้แต่ไม่สน เห็น เห็นก็เรื่องของเขา อะไรกับเราล่ะ เราก็รักษาใจเรา ไปติดอะไรมัน เห็นคนวิ่งมา จะวิ่งตามมันไปหรือ คนวิ่งมามันก็ผ่านไปแล้ว เราก็นั่งอยู่นี่

เห็นคนวิ่งมา แล้วก็วิ่งตามมันไป เห็นคนมาทางซ้าย ก็วิ่งไปทางซ้าย วิ่งตามไปทางขวา วิ่งตามมันไป ติด

เห็นก็คือเห็นไง เห็นก็วางไง ถ้าวางแล้ว เดี๋ยวก็เห็นใหม่ไง นี่ถ้ามีกำลังมันพิจารณาของมันอย่างนั้น

นี่พูดถึงว่า ถ้ารู้กระแสที่รู้อยู่ ความเป็นอยู่ แล้วจะแกะมันอย่างไร จะแยกแยะมันอย่างไร

นี่จับตัวมันยังไม่ได้ จะไปแกะอะไรมัน มันไหลไปนู่น แล้วมันซับไว้ในหัวใจแล้วจะไปแกะที่ไหน

พุทโธซะ พุทโธ อานาปานสติ กลับมาทำความสงบของใจเข้ามา สิ่งนั้นมันก็เป็นอดีตไปแล้ว ถ้ามันเกิดขึ้นใหม่ เราก็รู้เท่ามัน แล้วก็ไม่ยุ่งกับมัน แล้วรักษาใจของเราให้มันมั่นคง ใจตั้งมั่น แล้วถ้าไปเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง ถ้าพิจารณาจบก็จบตรงนั้น

ถ้าไม่จบตรงนั้นก็ปล่อยไง วาง วางวิปัสสนา กลับมาทำสมถะ สมถะเข้มแข็งมีกำลังแล้วนะ ปล่อย มันเข้าสู่ปัญญาทันที ปัญญาทันทีก็พิจารณาของเราไป เห็นไหม

สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน ในวิปัสสนาก็มีสมถะ ในสมถะก็มีวิปัสสนา ถ้าคนทำเป็น คนเคยฝึกหัด เคยทำถูกต้องชอบธรรมแล้ว มันจะก้าวเดินของมันไปโดยความถูกต้องชอบธรรม เอวัง